About J.TEST

1. J.TEST (การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ) คืออะไร?

J.TEST (การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ) เป็นการสอบเพื่อวัดความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของชาวต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาแม่ อย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์ โดยเริ่มจัดให้มีการสอบวัดระดับโดยสมาคมสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 เป็นต้นมา

เริ่มแรก J.TEST เป็นการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นสำหรับองค์กรซึ่งเป็นบริษัทเป็นส่วนใหญ่ โดยได้รับความสนใจและนำไปใช้สอบวัดระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของบริษัทญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อนำผลของการสอบวัดระดับไปใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาจ้างงานพนักงานท้องถิ่นของบริษัทญี่ปุ่นที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือในการพิจารณาส่งพนักงานท้องถิ่นมาทำงานในประเทศญี่ปุ่น หรือในการพิจารณาขึ้นเงินเดือน หรือเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ J.TEST ยังเป็นการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นทั่วไป ที่จัดขึ้นบ่อยถึง 6 ครั้งต่อปี โดยจัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และในต่างประเทศเช่น ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ฯลฯ ในแต่ละปี มีนักศึกษาต่างชาติ พนักงานบริษัท นักเรียนของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นเข้ารับการสอบวัดระดับประมาณ 5หมื่นคน

ในการทำงานหรือศึกษาต่อ หรือใช้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่งาน จำเป็นต้องมีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นระดับสูง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ J.TEST เพื่อให้ทราบระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของตน และหาหนทางพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายข้างหน้าต่อไป

*ในเอกสาร “คำแนะนำการสมัครงานสำหรับนักศึกษาต่างชาติ” ที่พิมพ์โดยศูนย์บริการนักศึกษาชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นองค์กรนิติบุคคลภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น ยังได้แนะนำให้นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการสมัครงานในประเทศญี่ปุ่นเข้าสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นของ J.TEST

*ในประเทศจีน ได้มีการรับรองการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น J.TEST อย่างเป็นทางการโดย “กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ต่อไปเรียกว่ากระทรวงแรงงาน) “(เทียบเท่ากับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม) ของรัฐบาลจีน ผู้ที่สอบผ่านการสอบวัดระดับในประเทศจีน จะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงแรงงาน เพิ่มเติมนอกเหนือจากประกาศนียบัตรปกติของ J.TEST อีกด้วย

วัตถุประสงค์ของ J.TEST คือการกลั่นกรองและนำเสนอบุคลากรที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นให้กับบริษัท นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ J.TEST ได้รับการยอมรับจากบริษัทเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศ และสามารถช่วยให้ผู้สมัครจำนวนมากสามารถเข้าทำงานในบริษัทหรือองค์กรเหล่านี้ จนถึงกับได้รับการขนานนามว่าเป็น “TOEIC ภาคภาษาญี่ปุ่น” เลยทีเดียว

* TOEIC เป็นเครื่องหมายการค้าของ ETS

2. จุดเด่นของ J.TEST

ให้ความสำคัญกับความสามารถเชิงปฏิบัติการ
J.TEST จะมีสัดส่วนของคำถามเกี่ยวกับการฟังค่อนข้างมาก โดยมีคะแนนในส่วนนี้สูงถึง 50% ของคะแนนทั้งหมด ถือเป็นการสอบวัดระดับที่ให้ความสำคัญกับความสามารถด้านภาษาในเชิงปฏิบัติค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ข้อสอบยังมีการนำเอา ความเข้าใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร บทความหรือข้อมูลกราฟต่างๆ ในเชิงธุรกิจ ฯลฯ มาใช้เป็นคำถามเพื่อประเมินความสามารถโดยรวมและความสามารถเชิงปฏิบัติของผู้เข้าสอบอย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์

 มีการสอบวัดระดับบ่อยครั้ง
J.TEST มีการสอบหลายครั้งในเวลา 1 ปี โดยจัดให้มีการสอบเป็นการทั่วไปบ่อยถึงเดือนเว้นเดือน สำหรับบริษัทต่างๆ แล้ว สามารถนำเอา J.TEST ไปใช้ประโยชน์ในการฝึกอบรมพนักงาน หรือการคัดเลือกเพื่อจ้างพนักงานเข้าทำงานได้เป็นอย่างมาก และสำหรับผู้ที่กำลังเรียนหรือศึกษาภาษาญี่ปุ่น J.TEST ก็มีประโยชน์ตรงที่สามารถวัดระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และสามารถนำมาใช้พัฒนาระดับภาษาญี่ปุ่นของตนเองได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถจัดให้มีการสอบวัดระดับเป็นกรณีพิเศษสำหรับองค์กรแยกต่างหากได้ตามความต้องการ สำหรับรายละเอียด กรุณาคลิกที่นี่

 ผู้เข้าสอบสามารถประเมินระดับความสามารถของตน และนำไปพัฒนาความรู้ความสามารถได้อย่างสะดวก
 เพื่อช่วยให้ผู้เข้าสอบสามารถพัฒนาระดับความรู้ความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของตนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก หลังจากสอบเสร็จแล้ว สามารถนำเอากระดาษคำถามกลับไปได้ (สำหรับการสอบวัดระดับสำหรับองค์กร ไม่อนุญาตให้นำกระดาษคำถามออกไป)

* สำหรับใบเฉลยข้อสอบ (รวมสคริปต์ของคำถามการฟัง) จะนำข้อมูลไปลงไว้ในอินเตอร์เน็ตภายในเวลา 1 สัปดาห์หลังจากการสอบดำเนินการเสร็จสิ้น

หลังจากสอบเสร็จแล้ว นอกจากใบแจ้งผลการสอบ, ประกาศนียบัตร (สำหรับผู้ที่ผ่านการสอบเท่านั้น) แล้ว ผู้เข้าสอบยังจะได้รับใบเฉลยข้อสอบด้วย โดยจะมีการระบุสถิติเช่นสัดส่วนของผู้ที่ตอบคำถามถูกในแต่ละข้ออย่างละเอียดให้ด้วย ผู้เข้าสอบจึงสามารถนำเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นไปใช้ในการแก้ไขจุดอ่อนและพัฒนาความสามารถของตนเองให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

———————————————————————

 รายละเอียดของการสอบวัดระดับ J.TEST แบบใหม่ (มีผลตั้งแต่พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป)
การสอบวัดระดับจะแบ่งเป็น “การสอบวัดระดับ A-C” สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นสูง “การสอบวัดระดับ D-E” สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นกลาง และ “การสอบวัดระดับ F-G” สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น การสอบวัดระดับแต่ละประเภท จะวัดระดับของผู้เข้าสอบออกมาตามคะแนนที่ได้

ระดับความยากง่ายของการสอบทุกครั้งจะคงที่เท่ากันตลอด การสอบหลายๆครั้งจะทำให้สามารถทราบถึงความก้าวหน้าของระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของตนได้อย่างชัดเจน (สามารถวัดระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นได้มากกว่า 1 ขั้น) และหากสามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับประกาศนียบัตรระดับความสามารถดังกล่าว

การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น J.TEST แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ การสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นสูง (ระดับ A-C), การสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นกลาง (ระดับ D-E) และการสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น (ระดับ F-G) แต่ละประเภทยังแบ่งออกเป็นขั้นย่อยๆ รายละเอียดดังต่อไปนี้

  • การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นระดับ A-C

– พิจารณาและระบุความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับ Special A จนถึง C ตามคะแนนที่สอบได้จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน
– สำหรับผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้เกิน 600 คะแนนขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรผ่านการสอบวัดระดับ
* คะแนนในทุกส่วนต้องไม่มีส่วนใดได้ 0 คะแนน จึงจะได้รับประกาศนียบัตร หากได้คะแนนรวมเกิน 600 คะแนนขึ้นไป แต่มีบางส่วนได้ 0 คะแนน จะไม่ได้รับประกาศนียบัตร

[รายละเอียดของข้อสอบ]

>> คำถามการอ่านและการเขียน (Reading comprehensions) ประมาณ 80 นาที

1.คำถามไวยากรณ์ (Grammar & Vocabulary) / 2.คำถามการอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading)/ 3.คำถามอักษรคันจิ (Kanji) / 4.คำถามเติมคำและแต่งประโยค (Writing comprehensions)

>> คำถามการฟัง (Listening comprehensions) ประมาณ 45 นาที

1.คำถามจากรูปภาพ (Picture questions) / 2.คำถามจากการอธิบาย (Listening & Reading comprehension) / 3.คำถามการโต้ตอบ (questions & answer) / 4.คำถามจากบทสนทนา (Conversation & explanation)

>> หลังจากจบคำถามอ่านเอาเรื่องและบรรยายแล้ว จะเริ่มคำถามการฟังต่อเนื่องทันที ไม่เว้นเวลาสำหรับหยุดพัก

[คะแนนและการประเมินผล]
>> คะแนนเต็ม 1,000 คะแนน (อ่านเอาเรื่องและบรรยาย 500 คะแนน, การฟัง 500 คะแนน)

ประกาศนียบัตรและผลการสอบ
<ระดับ Special A> มีผลการสอบตั้งแต่ 930 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารในระดับสูงในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ
(สามารถเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นในระดับสูงได้)

<ระดับ A> มีผลการสอบตั้งแต่ 900 คะแนนขึ้นไป (CEFR C2)
มีความสามารถสื่อสารอย่างเพียงพอในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ
(สามารถเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นทั่วไปได้)

<ระดับ Pre A> มีผลการสอบตั้งแต่ 850 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารอย่างเพียงพอในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ ภายใต้ขอบเขตที่กำหนด
(สามารถเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานได้)

<ระดับ B> มีผลการสอบตั้งแต่ 800 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารอย่างเพียงพอในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ ทั่วไป
(สามารถทำงานในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลานานได้)

<ระดับ Pre B> มีผลการสอบตั้งแต่ 700 คะแนนขึ้นไป (CEFR C1) = N1
สามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอในชีวิตประจำวันได้
(สามารถเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้) (สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นได้)

<ระดับ C> มีผลการสอบตั้งแต่ 600 คะแนนขึ้นไป (CEFR B2) = N2
สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นระดับพื้นฐานได้สำหรับบางบริษัทหรือมหาวิทยาลัย (สามารถทำงานที่ใช้ภาษาง่ายๆได้)

<ไม่ผ่าน> มีผลการสอบต่ำกว่า 600 คะแนน

การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) N 1 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 700 คะแนน
การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) N 2 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 600 คะแนน
* การเปรียบเทียบกับการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น

  • การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นระดับ D-E

– พิจารณาและระบุความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับ D จนถึง E ตามคะแนนที่สอบได้จากคะแนนเต็ม 700 คะแนน
– สำหรับผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้เกิน 350 คะแนนขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรผ่านการสอบวัดระดับ
* คะแนนในทุกส่วนต้องไม่มีส่วนใดได้ 0 คะแนน จึงจะได้รับประกาศนียบัตร หากได้คะแนนรวมเกิน 350 คะแนนขึ้นไป แต่มีบางส่วนได้ 0 คะแนน จะไม่ได้รับประกาศนียบัตร

[รายละเอียดของข้อสอบ]

>> คำถามการอ่านและการเขียน (Reading comprehensions) ประมาณ 70 นาที

1.คำถามไวยากรณ์ (Grammar & Vocabulary) / 2.คำถามการอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading)/ 3.คำถามอักษรคันจิ (Kanji) / 4.คำถามเติมคำและแต่งประโยค (Writing comprehensions)

>> คำถามการฟัง (Listening comprehensions) ประมาณ 35 นาที

1.คำถามจากรูปภาพ (Picture questions) / 2.คำถามจากการธิบาย (Listening & Reading comprehension) / 3.คำถามการโต้ตอบ (questions & answer) / 4. คำถามจากบทสนทนา (Conversation & explanation)

>> หลังจากจบคำถามอ่านเอาเรื่องและบรรยายแล้ว จะเริ่มคำถามการฟังต่อเนื่องทันที ไม่เว้นเวลาสำหรับหยุดพัก

[คะแนนและการประเมินผล]
>> คะแนนเต็ม 700 คะแนน (อ่านเอาเรื่องและบรรยาย 350 คะแนน, การฟัง 350 คะแนน)

ประกาศนียบัตรและผลการสอบ
<ระดับ D> มีผลการสอบตั้งแต่ 500 คะแนนขึ้นไป (CEFR B1) = N3
แม้จะมีส่วนที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มอีกบ้างแต่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นในระดับพื้นฐานได้

<ระดับ E> มีผลการสอบตั้งแต่ 350 คะแนนขึ้นไป (CEFR A2) = N4
สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ (เข้าใจภาษาญี่ปุ่นอย่างง่าย)

<ไม่ผ่าน> มีผลการสอบต่ำกว่า 350 คะแนน

การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) N 3 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 500 คะแนน
การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) N 4 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 350 คะแนน
* การเปรียบเทียบกับการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น

  • การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นระดับ F-G

– พิจารณาและระบุความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับ E จนถึง G ตามคะแนนที่สอบได้จากคะแนนเต็ม 350 คะแนน
– สำหรับผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้เกิน 180 คะแนนขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรผ่านการสอบวัดระดับ
* คะแนนในทุกส่วนต้องไม่มีส่วนใดได้ 0 คะแนน จึงจะได้รับประกาศนียบัตร หากได้คะแนนรวมเกิน 180 คะแนนขึ้นไป แต่มีบางส่วนได้ 0 คะแนน จะไม่ได้รับประกาศนียบัตร

*ข้อสอบระดับ F-G จะเป็นข้อสอบแบบ multiple‐choice ทั้งหมด

[รายละเอียดของข้อสอบ]

>> คำถามการอ่านและการเขียน (Reading comprehensions) ประมาณ 60 นาที

1.คำถามไวยากรณ์ (Grammar & Vocabulary) / 2.คำถามการอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading)/ 3.คำถามอักษรคันจิ (Kanji) / 4.คำถามแต่งประโยค (Writing comprehensions)

>> คำถามการฟัง (Listening comprehensions) ประมาณ 25 นาที

1.คำถามจากรูปภาพ (Picture questions) / 2.คำถามจากการอธิบาย (Listening & Reading comprehension) / 3.คำถามการโต้ตอบ (questions & answer) / 4.คำถามจากบทสนทนา (Conversation & explanation)

>> หลังจากจบคำถามอ่านเอาเรื่องและบรรยายแล้ว จะเริ่มคำถามการฟังต่อเนื่องทันที ไม่เว้นเวลาสำหรับหยุดพัก

[คะแนนและการประเมินผล]
>> คะแนนเต็ม 350 คะแนน (อ่านเอาเรื่องและบรรยาย 175 คะแนน, การฟัง 175 คะแนน)

ประกาศนียบัตรและผลการสอบ
<ระดับ F> มีผลการสอบตั้งแต่ 250 คะแนนขึ้นไป (CEFR A1) = N5
มีความสามารถระดับผ่านการเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น / สามารถเดินทางไปเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นเองได้
(* เท่ากับประมาณN5 ของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น)

<ระดับ G> มีผลการสอบตั้งแต่ 180 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถระดับผ่านเทอมแรกของการเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น

<ไม่ผ่าน> มีผลการสอบต่ำกว่า 180 คะแนน

การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) N 5 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 250 คะแนน
* การเปรียบเทียบกับการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น